“ทำสมาธิแล้วเป็นบ้า”

สมัยก่อนเคยมีคำกล่าวในทางลบว่า “ทำสมาธิแล้วเป็นบ้า” เพราะมีตัวอย่างคนที่ทำสมาธิแล้วจิตวิปลาสไป แม้มีไม่มาก แต่ก็ทำให้ร่ำลือออกไปจนอาจฝังใจคนจำนวนหนึ่ง

ในสมัยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต รวมทั้งศิษย์อาวุโสของท่าน มีหลวงปู่ดูลย์ อตุโล และท่านพ่อลี ธัมมธโร เป็นต้น ก็ปรากฏเรื่องราวของพระกรรมฐานที่จิตวิปลาส แม้ในสมัยหลวงปู่ดู่ ก็ปรากฏศิษย์ฆราวาสที่จิตวิปลาสถึงกับต้องเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาล

หากพิจารณาให้ดีก็จะพบว่านักปฏิบัติที่วิปลาสไปนั้น ไม่ว่าพระหรือฆราวาส ล้วนคล้ายกันในความเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตัณหาทั้งสิ้น บ้างอยากมีฤทธิ์อภิญญา บ้างอยากสำเร็จเป็นอริยบุคคล บ้างหลงไปในเรื่องราวนิมิตที่แลอัศจรรย์จนพาให้จมอยู่ในโลกนิมิต หรือโลกอดีต กระทั่งไม่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปรกติ

จริงๆ แล้ว การปฏิบัติด้วยตัณหา อยากเก่ง อยากเป็นผู้วิเศษ หรืออยากเป็นอริยบุคคลนั้น ท่าทีเช่นนี้มิใช่ “สัมมาสมาธิ” ในอริยมรรค เพราะสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าต้องไม่ถูกขับเคลื่อนจากตัณหา หากแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยฉันทะที่ปรารถนาจะพ้นทุกข์ รวมทั้งเจริญร่วมกันไปกับศีลและปัญญา เพื่อการคลายออกซึ่งตัณหาและอุปาทานทั้งหลาย

หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านใช้ภาษาให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “ให้ปฏิบัติเพื่อละ มิใช่ปฏิบัติเพื่อเอา” ท่านว่าอย่าไปอยากเป็นอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าโสดา สกิทา อนาคา หรืออรหันต์ (หากจะเป็นก็ให้เป็นไปตามสภาวะแห่งธรรมชาติของเหตุและปัจจัย โดยปราศจากความยึดมั่นหมายมั่น)

หากยึดหลักสัมมาสมาธิที่ต้องอาศัยศีลเป็นบาทฐาน และมีปัญญาเป็นที่ไปแล้วล่ะก็ นอกจากจะไม่บ้าแล้ว ยังจะเป็นยาแก้ความบ้า ความหลง ได้อย่างดีที่สุดอีกด้วย

หากจะพูดอย่างเป็นธรรมแล้ว การนั่งสมาธิไม่ได้ทำให้คนบ้า จิตที่อยากเก่ง อยากเด่น อยากดัง ต่างหาก ที่ทำให้คนเป็นบ้า

กราบขอบพระคุณบทความจาก..สำนักปฏิบัติธรรมอุดมทรัพย์ วัดอโศการาม

Edit by.. สำนักปฏิบัติธรรมอุดมทรัพย์ วัดอโศการาม

ถูกใจ แชร์เลย